การดูแลหนังที่แห้งหรืออักเสบ
- เพื่อช่วยลดการระคายเคือง โดยการใช้ครีมทาเคลือบผิวโดยเฉพาะผิวแห้งมาก ต้องทาทันทีภายใน 3 นาทีหลังอาบน้ำโดยการเช็คตัวหมาดๆ ขณะที่ผิวหนังยังมีน้ำบ้างจะยิ่งดี
- เลี่ยงการใช้หรือสัมผัสกับสารระคายเคือง เช่น สบู่ ควรใช้สบู่อ่อนๆ เท่าที่จำเป็นและควรเป็นสบู่ที่มีครีมผสมอยู่,ผงซักฟอก ควรซักล้างออกให้หมด และเลือกชนิดทีระคายเคืองน้อย,เสื้อผ้า เลือกใช้เสื้อผ้านุ่ม ไม่สากหรือหนาเกินไป,เลี่ยงการออกกำลังกายที่ทำให้เหงื่อออกมาก เพราะจะระคายเคืองผิวหนัง หรืออยู่ในอากาศเย็นจัดเพราะอากาศแห้งมาก เลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ ทั้งการสูดลม เช่น ละอองเกสรดอกไม้ หญ้า ไรฝุ่น มูลสัตว์ หรือ การสัมผัสทางผิวหนัง เช่น ยาทาที่มีสารระคายเคือง สารกันบูด สีใช้ย้อมผ้า รวมทั้งสารก่อภูมิแพ้จากอาหาร เช่น อาหารทะเล สารแต่งกลิ่นแต่งรส
- การใช้ยาทาลดการอักสบของผิวหนังกลุ่มสเตียรอยด์ควรปรึกษาแพทย์และเลือกใช้ให้ถูกต้อง โดยพิจารณาตามความจำเป็นดังนี้ - ความรุนแรงของโรค ระยะที่โรครุนแรงมาก อาจใช้ยาที่มีความแรงมากได้ ในระยะสั้น แล้วลด ความแรงลงเมื่อโรคดีขึ้น - การกระจายและตำแหน่งของโรค ถ้าผื่นกระจายทั่วตัวมีความแรงของสเตียรอยด์ขนาดต่ำ หรือพิจารณายาตัวอื่นแทน ถ้า เป็นเฉพาะที่ไม่มากอาจใช้ความแรงมากได้ หรือในเด็กเล็กบริเวณที่ผิวหนังหนาหรือเป็นเรื้อรัง อาจใช้ยาความแรงมากได้ หรือเป็นเรื้อรัง อาจใช้ยาความแรงมากได้ นอกจากนี้ การใช้ครีมบำรุงผิวทาทันทีหลังอาบน้ำก่อน แล้วจึงทายาสเตียรอยด์จะทำให้ยามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
- ยาปฏิชีวนะ เมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรีย
- ยาทาลดการอักเสบของผิวหนังที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ปัจจุบันมียาทาเพื่อรักษาโรคผิวหนังอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์คือยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อต้านสารแคลซินิวรีน (Calcineurin inhibitors) ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์จำเพาะต่อเซลล์ที่ทำให้เกืดการอักเสบของผิวหนัง โดยไม่รบกวนต่อเซลล์ที่สร้างเนื้อเยื้อเกี่ยวพัน ทำให้ยาไม่มีผลเสียเฉพาะที่เหมือนยาทาสเตียรอยด์ ยานี้เมื่อทาผื่นที่มีการกำเริบ จนควบคุมอาการได้แล้ว สามารถลดปริมาณการใช้ยาสเตียรอยด์ได้ โดยทาทันทีที่ผู้ป่วยเริ่มมีอการที่ผิวหนัง เช่น คันยิบๆ หรือแปล็บๆ ผลข้างเคียงของยาคือ อาการแสบร้อนบริเวณที่ทา ซึ่งแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย อาการนี้จะลดลง และหายไปเมื่อใช้ยาต่อเนื่องไประยะหนึ่ง
- สิ่งสำคัญประการสุดท้ายก็คือ การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมเพื่อหลีกเลี่ยงสารหรือสิ่งก่อภูมิแพ้
หากสงสัยลูกว่าเป็นโรคนี้(ผื่นภูมิแพ้) ทางออกที่ดีที่สุดคือการพาไปพบแพทย์ เพราะในปัจจุบันได้มีการศึกษาวิจัยในเรื่องอุบัติการณ์และการรักษาใหม่ๆ ซึ่งมีข้างเคียงน้อยกว่าการใช้ยาสเตียรอยด์เพื่อให้เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้ได้รับการดูแลรักษาที่ดีขึ้น กล่าวโดยสรุปโรคผื่นภูมิแพ้ที่มีสาเหตุหลายอย่างร่วมกัน ทั้งพันธุกรรมและสิงแวดล้อมภายนอก โดยเด็กได้รับการถ่ายทอดความผิดปกติของผิวหนังที่ไวต่อการกระตุ้นและผิวแห้งมาจากพ่อแม่หรือบรรพบุรุษซึ่งอาจเป็นโรคหอบหืด โรคแพ้อากาศหรือโรคภูมิแพ้อื่นๆ ก็ได้ ผื่นภูมิแพ้จะมีลักษณะเฉพาะในแต่ละวัย โดยวัยทารกจะเริ่มเป็นผื่นแดง คันมากที่แก้ม,ใบหน้า, ศรีษะและแขนขา ด้านนอก ส่วนใหญ่ผื่นจะอักเสบ แดง บวม มีน้ำเหลืองเยิ้ม วัยเด็กโต(อายุ 2-3ปีขึ้นไป) ผื่นที่หน้าจะลดลง ผื่นจะเป็นบริเวณข้อพับต่างๆ (ข้อพับแขน ข้อพับขา ข้อมือ ข้อเท้า ซอกคอ) ผื่นจะคันมากเวลามีเหงื่อออกมา เด็กเกาบ่อย ทำให้ผิวหนังหนาขึ้นเป็นร่องๆ และมีขุยแห้ง ในเด็กวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ ผื่นจะเป็นเฉพาะบริเวณที่ระคายเคืองหรือเกาได้ง่าย เช่น บริเวณแขน ต้นคอและมือ เป็นต้น ดังนั้นในบางราย อาจต้องแยกโรคกับผื่นแพ้สัมผัส ซึ่งจะเป็นเฉพาะบริเวณที่ไปสัมผัสสารที่แพ้ เช่นมือแพ้น้ำยาล้างจานผงซักฟอกหรือถุงมือยาง แพ้สายนาฬิกา แพ้น้ำหอม
- ดังนั้นหลักการในการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ง่ายๆ คือระวังอย่าให้ผิวแห้ง โดยหมั่นชโลมครีมหรือโลชั่นเคลือบผิวเลี่ยงการเกาโดยตัดเล็บให้สั้น ใช้ยาลดการคันและเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้โรคกำเริบข้างต้น
(ขอบคุณที่มา หนังสือโรคภูมิแพ้พิชิตได้ หน่วยโรคภูมิแพ้และอิมมูนวิทยา ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์) |